<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมาคมธนาคารไทย&#039; เผยมีลูกค้าเดือดร้อนจากโควิด ขอความช่วยเหลือกว่า 6 ล้านบัญชี วงเงินกู้รวม 4 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ช่วงเดือนกรกฎาคม &amp;nbsp;2563 มีลูกค้าสินเชื่อขนาดใหญ่ &amp;nbsp;SME และรายย่อย ขอรับความช่วยเหลือสูงสุด 6 ล้านบัญชี วงเงิน 4.25 ล้านล้านบาท เผยที่ผ่านมา มีลูกค้าบางส่วนออกจากมาตรการเนื่องจากกลับมาชำระหนี้ได้ ล่าสุดมีลูกค้าอยู่ภายใต้การให้ความช่วยเหลือ 1.89 ล้านบัญชี วงเงินรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;ยกระดับแผน BCP &amp;nbsp;รับมือโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด แนะทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ลดความเสี่ยงการระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายผยง &amp;nbsp;ศรีวณิช &amp;nbsp;ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ธนาคารสมาชิกได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในเดือนกรกฏาคม &amp;nbsp;2563 มีลูกค้าขอรับความช่วยเหลือสูงสุดจำนวน 6 ล้านบัญชี วงเงินความช่วยเหลือรวม 4.25 ล้านล้านบาท เป็นวงเงินสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 8 แสนล้านบาท ลูกค้า SME 1.8 ล้านล้านบาท และลูกค้ารายย่อย 1.6 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ซึ่งที่ผ่านมา มีลูกค้าบางส่วนได้ออกจากมาตรการเนื่องจากกลับมาชำระหนี้ได้ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้น ล่าสุด ยังมีลูกค้าอยู่ภายใต้การให้ความช่วยเหลือรวม 1.89 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือกว่า 2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ 5.6 แสนล้านบาท ลูกค้า SME 8.2 แสนล้านบาท และลูกค้ารายย่อย 6.2 แสนล้านบาท สำหรับมาตรการเสริมสภาพคล่อง เพื่อประคับประคองธุรกิจตามมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารสมาชิกได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่องกว่า 2.16 แสนล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ประมาณ 1.38 แสนล้านบาท และวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจที่อนุมัติไปแล้วกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยจะทยอยพิจารณาให้การช่วยเหลือผ่านวงเงินดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้หารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อลูกค้าทุกกลุ่ม โดยพร้อมมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp; ภาคธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 โดยในช่วงแรกออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป เป็นมาตรการเร่งด่วน ทั้งการพักชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้ &amp;nbsp;เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ &amp;nbsp;(Soft Loan) &amp;nbsp;หลังจากนั้นได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้ตรงจุด เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อมีการระบาดระลอกใหม่ทำให้เศรษฐกิจต้องใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นตัว จึงมีมาตรการฟื้นฟูธุรกิจเพิ่มเติม ประกอบด้วย สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ วงเงิน 250,000 ล้านบาท และมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท &amp;nbsp;พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย ระยะที่ 3 และล่าสุดได้ออกมาตรการเร่งด่วนด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า SMEs และลูกค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นระยะเวลา 2 เดือน &amp;nbsp;ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ ในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo; ทั้งนี้ ธนาคารสมาชิกได้บริหารจัดการธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ว่าภาพรวมผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปี 2564 แสดงผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตต่อเนื่อง &amp;nbsp;แต่บางส่วนเป็นการบันทึกรายได้ดอกเบี้ยค้างรับของมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งยังไม่ได้มีการชำระจริงและยังอาจกลายเป็นหนี้เสียได้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาพรวม &amp;nbsp;NPL ในระบบแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย สะท้อนถึงการให้ความช่วยเหลือได้ทันการณ์ ซึ่งนอกจากการให้สินเชื่อผ่าน Soft Loan และสินเชื่อฟื้นฟูแล้ว ธนาคารพาณิชย์ยังปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ตามวงเงินที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้น และยังคงให้ความสำคัญกับการกันสำรองอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และต้องไม่เกิดผลกระทบกับเสถียรภาพและระบบสถาบันการเงินของประเทศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด- 19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกยังได้ยกระดับแผน Business Continuity Planning หรือ BCP เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยคำนึงความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ แผน BCP ครอบคลุมทั้งการปฎิบัติตามมาตรการของทางการ ระบบการให้บริการ การจัดสรรพนักงาน และการสำรองเงินสดให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;ทั้ง Mobile Application &amp;nbsp;Internet Banking และ &amp;nbsp;ตู้ ATM ซึ่งสามารถทำธุรกรรมได้หลากหลาย ทั้งฝาก-ถอนเงินสด โอนเงิน จ่ายบิล การยืนยันตัวตน รวมถึงบริการผูกบัญชีพร้อมเพย์ &amp;nbsp;โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา เพื่อความสะดวก และลดความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด ได้มีการปฏิบัติงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home &amp;nbsp;ขั้นสูงสุด ส่วนพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในสาขา ซึ่งถือว่าเป็นบุคลากรด่านหน้าและเป็นกลุ่มเสี่ยง ธนาคารสมาชิกก็พยายามเร่งจัดหาวัคซีนและกระจายฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด พร้อมจัดการระบบให้บริการที่สาขาให้เป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าแล้ว &amp;nbsp; สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก ยังสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อ ในปี 2563 โดยบริจาคให้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และสภากาชาดไทย จำนวนเงิน 50 ล้านบาท สำหรับในปี 2564 ธนาคารสมาชิกยังคงสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนทุนทรัพย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ขณะเดียวกัน ยังเป็นกำลังสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุน &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;ไทยร่วมใจ กรุงเทพฯ ปลอดภัย&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและเครือข่ายภาคีเอกชน ในการเร่งกระจายวัคซีนให้กับประชาชน โดยสนับสนุนศูนย์ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลในโครงการไทยร่วมใจฯ 25 แห่ง ศูนย์ฉีดวัคซีนสำนักงานประกันสังคมเพื่อผู้ประกันตน ม.33 อีก 69 แห่ง รวมถึงจุดบริการฉีดวัคซีนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุด โดยธนาคารสมาชิกได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือในการดำเนินงานอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111486</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผยง  ศรีวณิช, วิกฤตโควิด-19, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมธนาคารแนะลูกค้าทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เลี่ยงติดเชื้อโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2563 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีประกาศจากคณะกรรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร ในการบริหารจัดการเพื่อควบคุมสถานการณ์ระบาดของ&amp;nbsp;COVID-19 ด้วยมาตรการเด็ดขาด และรวดเร็ว โดยการควบคุมการเข้าออกพื้นที่และการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเคร่งครัด ในพื้นที่การระบาดและพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; 3 มกราคม 2564 นั้น

เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรค&amp;nbsp;COVID-19 ของธนาคารสมาชิกเป็นไปมาตรการของรัฐ และแนวปฏิบัติของกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขโดยเคร่งครัด ธนาคารสมาชิกของสมาคมธนาคารไทยจึงมีความจำเป็นต้องปิดการทำงานและบริการที่อาคารและสาขาของบางธนาคารภายในเขตพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป

อนึ่ง ลูกค้าสามารถใช้บริการหลักของธนาคาร ทั้งการถอนเงิน โอนเงินและฝากเงินในเขตพื้นที่ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องรับฝากเงินและถอนเงินอัตโนมัติที่ตั้งกระจายในพื้นที่ และบริเวณหน้าสาขาของธนาคาร รวมถึงการทำธุรกรรมผ่านระบบ&amp;nbsp;PromptPay&amp;nbsp;และบริการสินเชื่อต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการของสินเชื่อแล้ว ทั้งนี้ บริการบางอย่างของธนาคารในเขตพื้นที่ที่มีการปิดสำนักงานและสาขาของธนาคารอาจจะต้องใช้เวลาการดำเนินการมากกว่าเดิม หรือล่าช้ากว่าปกติ ตามข้อจำกัดของแต่ละธนาคารในช่วงเวลานี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่&amp;nbsp;Call Center&amp;nbsp;หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากทาง&amp;nbsp;website&amp;nbsp;ของแต่ละธนาคาร

ทั้งนี้ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp;COVID-19 ดังกล่าว สมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์มีความห่วงใยความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงานและลูกค้าเป็นสำคัญ จึงขอให้ดำเนินการตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87647</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์, ผยง  ศรีวณิช, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d8f8a4097f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยย้ำไม่ปลดพนักงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย. 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากธนาคารกรุงไทยแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ทราบถึงสถานะของธนาคารกรุงไทยว่าพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ทางธนาคารกรุงไทยได้ประสานทำความเข้าใจกับสหภาพแรงงานของธนาคาร เพื่อชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงให้เข้าใจตรงกัน โดยยืนยันว่าจะไม่มีการปลดพนักงานออก ซึ่งเป็นนโยบายของธนาคารกรุงไทยมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์มีการลดพนักงานต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;quot;การที่ธนาคารกรุงไทยพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในภาคปฏิบัติ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ธนาคารกรุงไทยยังเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาล เป็นธนาคารของกระทรวงการคลัง ของรัฐบาล มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)&amp;nbsp;และกระทรวงการคลัง ถือหุ้นใหญ่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;นานกว่า&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปี อยู่เหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการถอนเงินออกจากธนาคาร และธนาคารยืนยันว่าไม่มีการปลดพนักงาน ไม่อยากให้ไปคิดว่าเมื่อเกิดนิติเหตุทำให้ธนาคารพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ และจะฉวยโอกาสเอาพนักงานออก ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง&amp;quot; นายผยง กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;ขณะที่ผลกระทบด้านอื่น ๆ ธนาคารกำลังดำเนินการอยู่ เช่น การฝากเงินของหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ กับธนาคารกรุงไทยก็ได้มีการแก้ไขไปแล้ว ทางกระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ฝากเงินกับธนาคารกรุงไทยต่อไปได้ ส่วนผลกระทบด้านอื่น ๆ ก็มีความชัดเจนออกมาต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;

สำหรับภาพรวมเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของธนาคารยังแข็งแรงและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด และธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ของรัฐอยู่ จึงมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83660</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, ผยง  ศรีวณิช, พ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยเปิดบริการขึ้นรางวัลล็อตเตอรี่ผ่านสาขาใกล้บ้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.2563 นายผยง &amp;nbsp;ศรีวณิช &amp;nbsp;กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้รับความไว้วางใจจาก คุณพชร อนันตศิลป์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่งตั้งธนาคารเป็นตัวแทน &amp;nbsp;ในการให้บริการรับขึ้นเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านช่องทางสาขา ซึ่งธนาคารได้มีการลงนามบันทึกสัญญาให้บริการจ่ายเงินรางวัล ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ถูกรางวัล &amp;nbsp;ซึ่งธนาคารมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งทรัพยากรบุคคล &amp;nbsp;เครื่องมือที่ทันสมัย &amp;nbsp;ระบบการทำงานที่รัดกุม และมีสาขากระจายในทุกจังหวัดทั่วประเทศกว่า 1,100 สาขา &amp;nbsp;โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;พฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล นำสลากที่ถูกรางวัลพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน &amp;nbsp;มาติดต่อที่สาขาของธนาคารกรุงไทยด้วยตนเอง ซึ่งสามารถขึ้นเงินรางวัลได้ทุกรางวัล ยกเว้นรางวัลที่ 1 ที่ต้องนำไปขึ้นกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ธนาคารจะจ่ายเงินรางวัลให้ในงวดปัจจุบันที่ออกรางวัล ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ออกรางวัลในงวดนั้น จนถึงเวลา 12.00 น ของวันที่ออกรางวัลในงวดถัดไป โดยคิดค่าธรรมเนียม รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 1% และค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่ารางวัล สำหรับสลากกินแบ่งรัฐบาล &amp;nbsp;และคิดค่าธรรมเนียม 1% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ของมูลค่ารางวัล ในส่วนของสลากการกุศล โดยค่าอากรแสตมป์และภาษี หัก ณ ที่จ่าย &amp;nbsp;ธนาคารจะนำส่งให้กับสำนักงานสลากฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับรางวัลสามารถเลือกรับเงินได้หลายรูปแบบ เช่น โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;บัญชีต่างธนาคาร หรือแคชเชียร์เช็ค โดยไม่ต้องจับเงินสด ซึ่งสะดวกและปลอดภัยมาก &amp;nbsp;ลดการเดินทางไปสถานที่ชุมชน ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของไวรัสโควิด -19 ที่กำลังแพร่ระบาด ทั้งนี้ ในเดือนแรก ธนาคารให้บริการเฉพาะสาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;สมุทรปราการ &amp;nbsp;นครปฐม &amp;nbsp;และสมุทรสาคร รวมประมาณ 300 สาขา และตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;2 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ธนาคารให้บริการรับขึ้นเงินรางวัลได้ทุกสาขาทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯ มีแนวนโยบายในการขยายช่องทางการขึ้นเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล &amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในการขึ้นรางวัลมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยบรรเทาปัญหาการนำสลากปลอมมาขึ้นรางวัลด้วย เนื่องจากสาขาของธนาคารกรุงไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมในการตรวจสอบสลากด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และมีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่เรื่องการให้บริการจ่ายรางวัลอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวต่อไปอีกว่า &amp;nbsp;เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน และเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 &amp;nbsp;ให้ทำการออกรางวัลของสลากงวดวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ดังนั้นผู้ที่ซื้อสลากงวดวันที่ 1 &amp;nbsp;เมษายน &amp;nbsp;2563 จึงขอให้เก็บรักษาสลากไว้อย่างดี เพื่อรอตรวจรางวัลในวันที่ 2 &amp;nbsp;พฤษภาคม &amp;nbsp;2563 &amp;nbsp;และหลังการออกรางวัลสามารถขึ้นเงินรางวัลได้ตามปกติที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และช่องทางธนาคารที่มีการรับขึ้นเงินรางวัล รวมทั้งที่สาขาของธนาคารกรุงไทย สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ วันออกรางวัลที่เลื่อนไปเป็น &amp;nbsp;2 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในห้วงเวลา ณ ขณะนั้นด้วย หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จะมีการประสานกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารที่มีการรับขึ้นเงินรางวัลเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60974</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นรางวัล, ผยง  ศรีวณิช, ผ่านสาขากรุงไทย, ล็อตเตอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
